วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในอิตาลี

วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในอิตาลี Written by สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม ednesday, 24 August 2005 0diggsdigg

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโรม ขอรายงานเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในอิตาลี ซึ่งนับเป็นส่วนประกอบสำคัญของเศรษฐกิจอิตาลี และไทยอาจพิจารณานำประสบการณ์ดังกล่าวของอิตาลีมาปรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของไทยต่อไป


1. บทนำ



1.1 ภาคเหนือของอิตาลีเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์มาแต่อดีต ขณะ เดียวกันก็ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตขึ้นตามลำดับ มีเส้นทางคมนาคมขนส่งที่สามารถติดต่อกับประเทศในยุโรปภาคเหนือที่เจริญแล้วได้โดยสะดวก อาทิ กับฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรีย สวิสเซอร์แลนด์ จึงทำให้เกิดการติดต่อค้าขายระหว่างกันมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งการศึกษา ศิลปะ วัฒนธรรมที่สำคัญของยุโรป รวมทั้งมีเมืองพาณิชย์ที่สำคัญ ๆ กระจายอยู่ตามแคว้นต่าง ๆ ด้วยเหตุผลทางด้านภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ จึงทำให้แคว้นต่าง ๆ ทางภาคเหนือของอิตาลีสามารถมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการค้า จนเกิดมีเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่สร้างแรงงานและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นของตนเองได้



1.2 ระบบเศรษฐกิจของอิตาลีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตั้งแต่สิ้นสงครามโลก ครั้งที่ 2 จากที่มีพื้นฐานทางการเกษตรไปเป็นระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและพัฒนาขึ้นไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมอยู่ในอันดับ 6 ของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกปัจจุบันในกลุ่ม OECD



1.3 ระหว่างทศวรรษ 1960 และ 1970 ระบบการผลิตในประเทศอิตาลียังคงมี ปริมาณจำกัด การดำเนินการผลิตส่วนใหญ่เป็นของบริษัทใหญ่ สถานประกอบการขนาดใหญ่หลายแห่งได้ประสบกับปัญหาเรื่องการจ้างแรงงานมากขึ้น รวมทั้งประสบปัญหาจากการแข่งขันทั้งภายในและนอกประเทศ จนไม่สามารถประกอบกิจการที่คุ้มทุนได้ จึงต้องเลิกกิจการไปในที่สุด ด้วยเหตุผลดังกล่าว ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา จึงได้มีการส่งเสริมการจัดตั้งวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (Small and Medium Enterprises : SMEs)ขึ้น ซึ่งได้เข้ามามีบทบาททดแทนสถานประกอบการขนาดใหญ่



ลักษณะเฉพาะของ SMEs คือมีการรวมกลุ่มกันเป็นเขตอุตสาหกรรม (Industrial Cluster) โดยมีการแข่งขันระหว่างหน่วยผลิตในเรื่องของประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้า มีการย้ายฐานการผลิตบางขั้นตอนไปสู่จุดที่มีต้นทุนต่ำ โดยมีการกระจายเครือข่ายการผลิตไปในบริเวณใกล้เคียง บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางเหล่านี้ยึดหลักในการใช้ความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการของตลาด ซึ่งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธในการผลิตและการตลาดอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อผลิตสินค้าที่เป็นที่นิยมของตลาดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถในการผลิตสินค้าเพื่อการแข่งขันกับคู่แข่งจึงเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของ SMEs ของอิตาลี เพื่อการส่งสินค้าออกไปยังสหภาพยุโรปและประเทศอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ SMEs ของอิตาลีจึงเป็นหน่วยธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนา และสร้างความเจริญรุ่งเรืองต่อเศรษฐกิจของอิตาลีมาจนถึงปัจจุบัน



1.4 โครงสร้างของอุตสาหกรรมการผลิตประมาณร้อยละ 95 ของอิตาลีเป็น SMEs ส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือจำนวนร้อยละ 44.1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 28.5 ภาคกลางร้อยละ 13.1 และภาคใต้จำนวนร้อยละ 14.3



1.5 อุตสาหกรรมที่สำคัญของอิตาลี ได้แก่ รถยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องหนัง รอง เท้า กระเป๋า อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องเรือนและของประดับบ้าน(เฟอร์นิเจอร์) สิ่งทอ เสื้อผ้าและแฟชั่น อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องมือแพทย์ เครื่องจักรที่ใช้ในเกษตรกรรม เซรามิก หินอ่อน เป็นต้น



2. คำจำกัดความของ SMEs



กฎหมายอิตาลีมิได้มีการกำหนดคำจำกัดความ โดยแน่ชัด โดยทั่วไปได้จำแนกขนาดวิสาหกิจโดยใช้จำนวนคนงานเป็นเกณฑ์ตามสหภาพยุโรป บริษัทขนาดเล็กมักจะมีคนงาน 11-50 คน และบริษัทขนาดกลางมักจะมีคนงาน 50-250 คน (กฎหมายโรงงานหรือกฎหมายแรงงานมักจะไม่เข้าควบคุมโรงงานที่มีคนงานต่ำกว่า 10 คน มีตัวเลขประมาณการว่าจำนวน SMEs ของอิตาลีกว่าร้อยละ 70 เป็นกิจการที่มีเจ้าของที่เป็นผู้ประกอบการคนเดียว)



ตามสถิติในปีค.ศ.1994 ระบุว่าจำนวนแรงงานในบริษัทขนาดเล็ก(คนงาน11-50 คน) มีสัดส่วนร้อยละ 84.7 คนงานในบริษัทขนาดกลางที่มีคนงาน 50-250 คน มีสัดส่วนร้อยละ 13.9 และคนงานในบริษัทที่มีคนงาน 251-500 คน มีสัดส่วนร้อยละ 1.4



3. ลักษณะพิเศษของวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในอิตาลี



3.1 ประสิทธิภาพ อิตาลีเป็นประเทศที่มีการริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อันมีพัฒนาการมาจากถิ่นฐานที่ตั้ง ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมของตน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ



อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางของอิตาลีมีประสิทธิภาพในการผลิตสูง โดยทั่วไปจะมีเทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่น (local know how) ของตนเอง ผู้ประกอบการเองจะมีความเชี่ยวชาญและชำนาญการผลิตที่พัฒนาและถ่ายทอดกันมาเป็นเวลานาน นอกจากนั้นยังทำงานใกล้ชิดกับลูกจ้างและลูกค้าโดยมีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงดัดแปลงการผลิตให้เข้ากับตลาดและรสนิยมของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สินค้าที่ผลิตได้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงความต้องการของลูกค้าและมีผลกำไรสูง



3.2 ความสำเร็จของการสร้างอุตสาหกรรมที่มียี่ห้อ (brand-name industries) SMEs ของอิตาลีนอกจากผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแล้ว ยังมีจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ในผลิตภัณฑ์สินค้าของตนด้วย โดยมีความโดดเด่นในด้านการออกแบบสินค้า (design) และความสำเร็จในการสร้างชื่อยี่ห้อสินค้า (brand name) และมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องเพื่อให้ผลิตภัณฑ์สินค้าของตนเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงทั่วทั้งจากองค์กรของรัฐและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก เช่น สินค้าเครื่องหนัง กระเป๋า และรองเท้ายี่ห้อ Ferragamo, Prada, Gucci, Rossetti, และ Bruno Magli เสื้อผ้ายี่ห้อ Versace, Diesel, Benetton รถยนต์ยี่ห้อ Ferrari, Maserati และจักรยานยนต์ Ducati เป็นต้น



3.3 เขตอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง การพัฒนาอุตสาหกรรม ขนาดเล็กและขนาดกลางของอิตาลีมีลักษณะเฉพาะ (unique) กล่าวคือจะมีการรวมตัวเกาะกลุ่มกันตามประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Cluster) มาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยมีโรงงานขนาดเล็กที่มีความหลากหลายและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างเชื่อมโยงกันเป็นอุตสาหกรรมในอาณาเขตพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกัน โดยอาจผลิตสินค้าชนิดเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้เป็นไปตามธรรมชาติของธุรกิจ รัฐไม่ได้บังคับให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในเขตเดียวกัน เขตอุตสาหกรรมนี้อาจมีบริเวณคาบเกี่ยว 2-3 หมู่บ้าน หรือ 2-3 เขตก็ได้ สาเหตุที่อุตสาหกรรมประเภทเดียวกันตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงเดียวกัน เพราะเป็นพื้นที่มีอุปสงค์อุปทานแรงงานท้องถิ่นที่เป็นประเภทเดียวกัน โดยอาจจะเกิดจากลูกจ้างหรือผู้ร่วมงานแยกไปตั้งบริษัทของตนเองหรือมีการลอกเลียนแบบธุรกิจ นอกจากนี้เขตอุตสาหกรรมนี้ยังมีลักษณะของการสร้างเครือข่าย (Network) ของ SMEs ในระดับท้องถิ่นของตนเอง มีการพึ่งพากันและแข่งขันไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันและความอยู่รอดของอุตสาหกรรมของตน โดยการมีความสัมพันธ์และร่วมมือระหว่างกันเชิงสร้างสรรค์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยให้แก่สมาชิกอย่างรวดเร็วโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับเรื่องแหล่งวัตถุดิบใหม่ ๆ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และตลาดระบายสินค้า เป็นต้น



4. ความสำคัญของ SMEs ในอิตาลี



อิตาลีเป็นประเทศที่มีการกระจุกตัวของธุรกิจขนาดเล็กมากที่สุดในยุโรป (รองลงมาได้แก่ กรีซและสเปน) โดยร้อยละ 98 ของบริษัทในอิตาลีจะมีคนงานน้อยกว่า 100 คนและเกือบร้อยละ 90 ของจำนวนนี้มีคนงานน้อยกว่า 20 คน ธุรกิจอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ยของอิตาลีมีคนงานเพียง 7 คนเท่านั้น



อิตาลีมีลักษณะพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศสหภาพยุโรปอื่น ๆ เศรษฐกิจของอิตาลีโดยรวมมีขนาดใหญ่ มีค่าจ้างแรงงานสูงและมีรายได้เฉลี่ยต่อคนสูง ขณะเดียวกันมี SMEs ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเศรษฐกิจในอัตราส่วนที่สูง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอิตาลีเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาสูงมาก โดยไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่ดังเช่นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือฝรั่งเศส



เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า ธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของอิตาลีประสบความสำเร็จในด้านการส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคหรืออุตสาหกรรมแฟชั่น หรือสินค้าที่มีการออกแบบทันสมัยและมีราคาสูง เช่นเครื่องเรือน เครื่องประดับ รวมทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าประเภทอาหาร นอกจากนี้อิตาลียังเป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าอุปกรณ์เครื่องจักรกลอุตสาหกรรมทางด้านสิ่งทอ เครื่องหนังและรองเท้า เครื่องจักรแปรรูปอาหาร เครื่องจักรการเกษตร เครื่องจักรบรรจุผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรแปรรูปไม้ เครื่องจักรที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซรามิกและเหล็ก เป็นต้น ซึ่งหลาย ๆ บริษัทในเขตต่าง ๆ ส่วนใหญ่มักเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางทั้งสิ้น (SME)



คุณลักษณะหนึ่งของ SMEs ของอิตาลีคือมีการแข่งขันสูง (เขตอุตสาหกรรมที่รวมกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กที่เรียกว่า industrial districts หรือ cluster ในกลุ่มของ SMEs ที่อยู่ในเขตภูมิศาสตร์เดียวกันและผลิตสินค้าใกล้เคียงกัน จะมีการแข่งขันสูงระหว่างบริษัทที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรมเดียวกันในด้านคุณภาพและการออกแบบผลิตภัณฑ์) ขณะเดียวกันก็จะมีการร่วมมือระหว่างกันในกระบวนการผลิตสินค้าอย่างจริงจัง ซึ่งมีการแบ่งกระบวนการผลิตเป็นขั้นตอน(phases)ต่าง ๆ และแต่ละบริษัทหรือโรงงานก็จะรับผิดชอบการผลิตในแต่ละขั้นตอนที่ได้มอบหมาย ดังนั้นธุรกิจขนาดเล็กที่มีความเชี่ยวชาญที่ถูกแบ่งแยกในแต่ละขั้นตอนนี้ก็อาจมีการรวมตัวร่วมมือกัน(regroup) ได้ขึ้นกับอุปสงค์ของตลาด จึงอาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจขนาดเล็กในเขตต่าง ๆ จึงมีการทำงานทั้งในลักษณะที่แข่งขันกันและพึ่งพากันในเวลาเดียวกัน



5. เขตอุตสาหกรรม(cluster)



อาจจะเป็นการรวมกลุ่มเฉพาะธุรกิจครอบครัว ธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางเท่านั้น (โดยกันบริษัทขนาดใหญ่ออกไป) หรืออาจจะรวมบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเดียวกันก็ได้ และบาง cluster อาจจะมีกระบวนการผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว หรือบางแห่งอาจจะรวมกิจกรรมการผลิตในอุตสาหกรรมหลายประเภทก็ได้



ความสำเร็จของเขตอุตสาหกรรม SMEs ของอิตาลีที่ประสบความสำเร็จส่วน ใหญ่จะอยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางที่เรียกว่า Third Italy ทั้งนี้เพราะในเขตภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลีเป็นเขตที่มีฐานด้านการศึกษาสูง มีมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งตั้งอยู่ในเมือง Milan, Bologna และ Turin เป็นต้น มีการพัฒนาการศึกษาอาทิด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ การออกแบบทางอุตสาหกรรมมาช้านานในประวัติศาสตร์ มีการคมนาคมที่สะดวกติดต่อกับประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปอื่น ๆ เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส มีการพัฒนาในด้านการค้าระหว่างประเทศมานานจากเมืองท่าสำคัญในประวัติศาสตร์ อาทิ Genoa, Venice, Trieste จึงทำให้ประชาชนทางภาคเหนือมีวิวัฒนาการด้านการศึกษา การค้าระหว่างประเทศ การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ จึงมี international exposure อยู่สูงมาก



เมื่อเกิดเครือข่ายทางธุรกิจการค้า จึงมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว สามารถนำสิน ค้าประเภท traditional products (รองเท้า กระเป๋าหนัง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี อาหารสำเร็จรูป ผ้าทอ) มาพัฒนาให้ทันสมัยยิ่งขึ้นและนำเข้าสู่ความนิยมของตลาดได้อย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1970-1980 ซึ่งวิสาหกิจขนาดใหญ่ของอังกฤษและเยอรมันกลับถดถอย SME Cluster ของอิตาลีกระจายอยู่ในเขตอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ตามแคว้น ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละแคว้นอาจมีเขตอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น อาหาร อยู่ในแคว้น Puglia, Campania, Marches, Tuscany, Piedmont, Lombardy, Emilia-Romagna และ Sardinia เครื่องหนังรองเท้า อยู่ในแคว้น Abruzzo, Marches, Tuscany, Veneto และ Emilia-Romagna เครื่องประดับ อัญมณี และเครื่องดนตรี อยู่ในแคว้น Veneto, Tuscany และ Marches เครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ อยู่ในแคว้น Liguria, Piedmont, Lombardy, Veneto, Friuli-Venezia Giulia และ Trentino-Alto Adige กระดาษและโรงพิมพ์ อยู่ในแคว้น Lazio, Umbria, Tuacany และ Piedmont



กรณีตัวอย่างเขตอุตสาหกรรมเฉพาะด้านในอิตาลี ได้แก่



5.1 เมือง Vicenza ในแคว้น Veneto ทางตอนเหนือของอิตาลี เป็น เมืองอุตสาหกรรม SMEs มีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด 73,004 แห่ง โดยมีอุตสาหกรรมหลัก 3 ประเภทคือ เครื่องประดับและอัญมณี (ทอง) เครื่องแต่งกาย และเครื่องหนัง (ฟอกหนัง) มีโรงงานด้านเครื่องประดับ (goldsmith) 1,100 โรงงาน โรงงานด้านสิ่งทอ 866 แห่ง และโรงงานด้านเครื่องหนัง 761 แห่ง มีการจ้างงานในอุตสาหกรรมทั้ง 3 ประเภทร้อยละ 21.54 และทำรายได้เป็นเงิน 2,974 ล้านยูโร 2,169 ล้านยูโร และ 2,850 ล้านยูโร ตามลำดับ



ปัจจุบัน Vicenza ได้ชื่อว่า เป็นเมืองศูนย์กลางทำทองของอิตาลี มีช่างฝีมือกว่า 11,250 คน ทองคำที่อิตาลีนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องประดับกว่าร้อยละ 50 ถูกส่งไปยัง Vicenza ซึ่งมีผลผลิตส่งออกถึงร้อยละ 90 โรงงานเกือบทั้งหมดเป็น SMEs ซึ่งดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร (ตั้งแต่ ออกแบบ ประดิษฐ์ และหาตลาด) ตลาดต่างประเทศที่สำคัญคือ ยุโรป และสหรัฐฯ รวมทั้งตลาดใหม่ ๆ ได้แก่ อเมริกาใต้ ตะวันออกไกล และจีน ในแต่ละปี Vicenza จัดงานแสดงสินค้าเครื่องประดับทองที่มีชื่อเสียงระดับโลก 3 งาน คือ Vicenzaoro 1 Vicenzaoro 2 และ Orogemma



5.2 แคว้น Emilia-Romagna มีพื้นที่ 22,123 ตารางกิโลเมตร อยู่ทาง ตอนเหนือของภาคกลางของอิตาลี มีประชากรประมาณ 3.9 ล้านคน ซึ่งเฉลี่ยความหนาแน่นของประชากรประมาณ 178 คน/ตารางกิโลเมตร ในแคว้น Emilia-Romagna มีวิสาหกิจขนาดเล็กที่มีคนงานน้อยกว่า 50 คน จำนวนมากกว่าร้อยละ 90 ของธุรกิจทั้งหมดหรือประมาณ 4 แสนแห่ง สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้เกือบร้อยละ 10 ของรายได้รวมทั้งหมดของประเทศ ในแคว้นนี้มีเขตอุตสาหกรรม SMEs ที่มีชื่อเสียงหลายด้านตามเมืองต่าง ๆ ได้แก่



- อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารที่เมือง Parma ซึ่งผลิตแฮมที่มีชื่อ ได้แก่ Parma Ham รวมทั้งนม เนยแข็ง ซาลามีและไวน์ที่มีชื่อเสียงกระจายไปทั่วโลก เมือง Parmaเป็นที่ตั้งของบริษัทหลายบริษัท อาทิเช่น บริษัท Parmalat ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 1962 มีโรงงานทั้งหมด 7 แห่งในอิตาลี และมีสาขาในต่างประเทศกว่า 30 ประเทศ ในเอเชียได้แก่ ออสเตรเลีย จีน และอาเซียน สำหรับโรงงานที่เมือง Parma มีพื้นที่ 56,000 ตารางเมตร คนงานประมาณ 300 คน บริษัทฯ มียอดขายปีละ 8 พันล้านยูโร โรงงานดังกล่าวนอกจากผลิตนม UHT ยังผลิตนมโยเกิร์ต น้ำผลไม้ต่าง ๆ ได้แก่ น้ำส้ม น้ำแครอท น้ำแอปเปิ้ล น้ำสับปะรด น้ำมะเขือเทศ ฯลฯ ยี่ห้อ Santal น้ำผลไม้บางอย่างเช่น กล้วย และสับปะรด บริษัทจะนำเข้าหัวน้ำเชื้อผลไม้เข้มข้น(concentrated juice) จากเนเธอร์แลนด์เข้ามาทำการผลิต ปัจจุบันบริษัทฯ ยังได้ขยายการผลิตผลิตภัณฑ์ประเภท bakery สำเร็จรูปยี่ห้อ Mr. Day รวมทั้งซุปสำเร็จรูป และน้ำดื่ม และที่เมือง Cesena ในแคว้นนี้มีอุตสาหกรรมผลิตผัก ผลไม้ และอาหารสำเร็จรูป เครื่องจักรและบรรจุภัณฑ์(packaging) สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร รวมทั้งเทคโนโลยีการเก็บรักษาอาหารด้วยความเย็น



- อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ รถแข่ง และส่วนประกอบรถยนต์ยี่ห้อ Ferrari, Maserati และ Lamborghini ที่เมือง Modena และการผลิตรถจักรยานยนต์ อาทิ ยี่ห้อ Ducati ที่เมือง Bologna



- อุตสาหกรรมการผลิตเซรามิก ซึ่งการผลิตเซรามิกร้อยละ 85 ของประเทศมาจากแคว้นนี้ โดยเฉพาะที่เมือง Reggio Emilia และ Modena



- อุตสาหกรรมเครื่องมือและเครื่องจักรการเกษตร ที่เมือง Reggio Emilia และ Modena



5.3 เมือง Prato ในแคว้น Tuscany เป็นเมืองเขตอุตสาหกรรมสิ่งทอมีพื้น ที่ประมาณ 700 ตารางกิโลเมตรใกล้กับเมืองฟลอเร๊นซ์ในแคว้น Tuscany อุตสาหกรรมสิ่งทอมีการจ้างงาน 45,000 คนหรือประมาณร้อยละ 60 ของการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมท้องถิ่น ประกอบด้วย 8,000 บริษัทในท้องถิ่นซึ่งร้อยละ 80 เป็นโรงงานขนาดย่อมซึ่งรวมอุตสาหกรรมหัตถกรรม(artisan firms) ด้วย



เมือง Prato นอกจากเป็นเมืองผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอแล้ว ยังผลิตเครื่องจักรสิ่งทอเป็นอันดับสอง มีจำนวน 200 บริษัท มีรายได้ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ และผลิตเครื่องจักรเพื่อการส่งออกประมาณร้อยละ 60 มูลค่าการผลิตในปีค.ศ.1996 มีประมาณ 4,800 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการส่งออกถึงร้อยละ 60



เมือง Prato เป็นเขตอุตสาหกรรมด้านการผลิตผ้าขนสัตว์และแฟนซีสำหรับอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ผ้าถัก และผ้าใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยมีการผลิตทั้งแบบใหม่และแบบดั้งเดิม อาทิผ้าขนสัตว์ ผ้าลินิน ฝ้าย และผ้าไหม ความสำเร็จของเขตอุตสาหกรรม Prato อยู่ที่ความสามารถของโรงงานในการออกแบบผลิตภัณฑ์หลากหลาย มีการปรับเปลี่ยนโปรแกรมการผลิต แลรักษาเวลาการส่งมอบสินค้าได้ตรงเวลา ในทุก 6 เดือน โรงงานสามารถผลิตและออกแบบเส้นใยใหม่ 2,000 ชนิดและผ้าทอ 60,000 แบบ



6. มาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางในอิตาลี



6.1 ภาครัฐ รัฐบาลโดยกระทรวงอุตสาหกรรม (Ministry of Industry) ซึ่งต่อ มาเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงผลผลิต (Ministry of Productive Activities) เป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกสำคัญในการกำกับดูแลและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุน SMEs โดยมีบทบาทในการสนับสนุนช่วยเหลือ SMEs ในด้านต่าง ๆ ดังนี้



ก. กฎหมาย รัฐบาลอิตาลีได้ออกกฎหมายให้การสนับสนุน SMEs ในด้าน ต่าง ๆ อาทิ



- กฎหมายเลขที่ 1329/1965 (หรือ Sabatini Law) เรื่องการให้เงินอุดหนุนของรัฐต่อการลงทุนเพื่อซื้อและเช่าเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีสูงของ SMEs โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม



- กฎหมายเลขที่ 46/1982 เรื่องการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการวิจัย แรงจูงใจในการทำวิจัยประยุกต์ และการช่วยเหลือ SMEs ในการหาแหล่งเงินทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา



- กฎหมายเลขที่ 488/1992 เรื่องการให้เงินช่วยเหลือในพื้นที่ด้อยพัฒนา



- กฎหมายเลขที่ 44/1986 เรื่องการส่งเสริมสนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ใน เขตสิทธิพิเศษ



- กฎหมายเลขที่ 394/1981 เรื่องการให้สินเชื่อเพื่อพัฒนาตลาดนอกสหภาพ ยุโรป



กฎหมายเลขที่ 49/1987 เรื่องการส่งเสริมและการสนับสนุนการร่วมลงทุนใน ประเทศกำลังพัฒนา



(รายละเอียดเรื่องกฎหมายอิตาลีที่สนับสนุน SMEs สามารถหาเพิ่มเติมได้ที่ website : www.unido.org/doc/331152.htmls)



ข. เงินสนับสนุน รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุน ประกอบด้วย



- Loan Guarantee Schemes (LGS) และ Mutual Guarantee Schemes (MGS) - Securitization of SMEs’ debt - Venture Capital

ค. มาตรการอื่น ๆ อันได้แก่



มาตรการส่งเสริมการส่งออก ดำเนินการโดย SIMEST (Italian Society of Companies Abroad) เป็นสถาบันการเงินในอิตาลีที่สนับสนุนให้ธุรกิจอิตาลีมีความเชื่อมโยงในการผลิตเพื่อส่งออก และความเชื่อมโยงกับต่างประเทศ และการลงทุนในต่างประเทศ โดยให้ความสนับสนุนทางการเงินแก่ SMEs ในการแข่งขันประกวดราคาในระดับระหว่างประเทศ ให้สิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ สิทธิพิเศษเพื่อส่งเสริมการส่งออก และให้ข้อมูลสำหรับการส่งออกในรูปแบบ export consortium สำหรับ SMEs



มาตรการส่งเสริมเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ หน่วยงานวิจัยของรัฐ เช่น National Research Council (CNR) และ Italian National Agency for New Technology, Energy and the Environment (ENEA) จะสนับสนุนช่วยเหลือการวิจัยค้นคว้าและถ่ายทอดผลการวิจัยเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม มีองค์กรหน่วยงานที่ชัดเจนในการนำนโยบายเทคโนโลยีไปปฎิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ASTER(Agency for the Technological Development) ที่ตั้งขึ้นโดย Regional Industrial Development Board ในปีค.ศ.1985 แต่ปัจจุบันเป็นองค์กรเอกชน มีการแทรกแซงเพื่อนวัตกรรมและการพัฒนา SMEs โดยส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ของ SMEs และการสนับสนุนให้เงินอุดหนุนในการซื้อและเช่าเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีสูงสำหรับ SMEs



6.2 ภาครัฐบาลท้องถิ่น



ในแต่ละแคว้นจะมีคณะกรรมการบริหารและที่ปรึกษาของแคว้น ตลอดจนมี หน่วยงานและองค์กรวางแผนในระดับท้องถิ่นที่ดูแลรับผิดชอบและช่วยเหลือสนับสนุน SMEs ในทุกเมือง โดยออกมาตรการผ่านหน่วยงานในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีเกณฑ์การกลั่นกรองภายในของแต่ละท้องถิ่นในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ SMEs สามารถสร้างเครือข่ายการบริการที่เป็นระบบให้เป็นรูปธรรม รัฐบาลท้องถิ่นยังทำหน้าที่อย่างแข็งขันในเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสาร การศึกษา และการฝึกอบรมสำหรับ SMEs โดยผ่านทางสถาบันการศึกษา/มหาวิทยาลัยและศูนย์ฝึกอบรมต่าง ๆ (technical training centers) ของแคว้นและภูมิภาค รวมทั้งมีความสัมพันธ์และประสานงานอย่างใกล้ชิดกับศูนย์วิจัยเอกชน สมาคมพ่อค้าและสหกรณ์ ฯลฯ เพื่อช่วยส่งเสริมสนับสนุนการประกอบธุรกิจของ SMEs ในเขตที่รับผิดชอบ



นอกจากนั้นในแต่ละปีรัฐบาลท้องถิ่นทั้งในระดับแคว้น จังหวัดและเมือง ยังมี หน้าที่จัดงานแสดงสินค้าเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์สินค้าหลักที่มีชื่อเสียงของSMEs ทั้งในระดับนานาชาติและภายในประเทศ เช่น ในแต่ละปีแคว้น Emilia-Romagna จะจัดงานแสดงสินค้าประมาณ 90 ครั้ง ซึ่งกว่าร้อยละ 30 จะเป็นงานระดับนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงได้แก่งาน Cibus-Tecnocibus (Food Industry and Technologies for Transformation) และ SAIE-Cersaie (Ceramics and Building Trade) เป็นต้น และสำหรับระดับภายในประเทศได้แก่Modena Fair : 8th International Conference of Hi-Tech Cars and Engines ซึ่งเป็นงานจัดแสดงรถแข่งที่มีความเร็วสูงอาทิ รถ Ferrari, Maserati และรถจักรยานยนต์แข่งหลากยี่ห้อจากอิตาลีและญี่ปุ่นเช่น Ducati, Suzuki และ Honda เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนอกจากเป็นงานแสดงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของรถและจักรยานยนต์ที่มีความเร็วสูงแล้ว ยังมีการสัมมนาของผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์จากที่ต่าง ๆ มากกว่า 600 คนเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและผลงานวิจัยในเรื่องการพัฒนาเครื่องยนต์ ปัญหา อุปสรรค และการรักษาสภาพแวดล้อม ฯลฯ



6.3 ภาคเอกชน



6.3.1 หน่วยงานในอิตาลีที่ให้การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาด กลางมีรูปแบบแตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานภาคเอกชนหรือกึ่งเอกชน และมีชื่อเรียกแตกต่างกันมาก



6.3.2 หน่วยงานที่เป็นกึ่งรัฐกึ่งเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือ SMEs ใน อิตาลีได้แก่หอการค้าและอุตสาหกรรม (หอการค้าในอิตาลีมีลักษณะเป็นหน่วยงานกึ่งรัฐกึ่งเอกชน เพราะได้รับมอบอำนาจจากกฎหมายให้เป็นผู้จดทะเบียนบริษัท) มักจะมีแผนกให้การสนับสนุน SMEs วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ก็มักจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน หรือเป็นการรวมตัวของสมาคม/สหกรณ์ หรืออาจเป็นศูนย์วิจัยที่ให้การบริการแก่ SMEs ในลักษณะเป็น The Real Service Center ซึ่งตั้งอยู่ในเขต industrial district ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีกว่า 130 ศูนย์ มีฐานะเป็นเอกชน(public-owned) ดำเนินงานโดยสมาคมผู้ผลิตสินค้าหรือเทศบาลท้องถิ่นหรือเป็นศูนย์ที่บรรดา SMEs ร่วมจัดตั้งขึ้นโดยร่วมถือหุ้นเพื่อให้บริการแก่ SMEs ในเขตของตน



6.3.3 หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นนี้มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน อย่างเช่น



- สหพันธ์วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของอิตาลี (CONFAPI) ในกรุงโรม เป็นหน่วยงานภาคเอกชนก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1947 มี SMEs ที่เป็นสมาชิกทั่วประเทศจำนวนกว่า 60,000 แห่ง คนงานรวมกว่า 1.1 ล้านคน ทำหน้าที่ช่วยเหลือ SMEs ในด้านต่าง ๆ เช่น การตลาด การติดต่อกับต่างประเทศ หรือการติดต่อกับรัฐบาลหรือสหภาพยุโรป (รายละเอียดปรากฎในโทรเลขสอท.ที่ ROM 114/2545 ลงวันที่ 26 เมษายน 2545และหนังสือสอท.ที่ 24001/498 ลงวันที่ 30 เมษายน 2545) - สมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าของอิตาลี (Sistema Moda Italia – Italian Association of Textile Apparel and Related Industries) ที่เมืองมิลาน เป็นสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีมีสมาชิก SMEs กว่า 1,600 บริษัท ในปี 2000 ทำรายได้เป็นเงิน 30 พันล้านเหรียญสหรัฐ สมาคมจะให้บริการและความช่วยเหลือแก่สมาชิกในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือให้แก่สมาชิก และระหว่างสมาชิกในระดับต่าง ๆ รวมทั้งต่างประเทศนับตั้งแต่สายการผลิตจนถึงระบบการตลาด การดูแลปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก การให้ข้อมูลและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัยในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และการกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างแนบแน่นกับระบบการขายปลีก เป็นต้น - ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีแห่งแคว้น Emilia-Romagna (Agency for the Technological Development of Emilia-Romagna – ASTER) - ศูนย์ Centuria Science Technology Park ที่เมือง Cesena ในแคว้น Emilia-Romagna เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน 3 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจอุตสาหกรรมภาคเอกชน จำนวน 25 บริษัท มหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัย และรัฐบาลท้องถิ่น ได้แก่เทศบาล จังหวัด หอการค้า หน่วยงานด้านอนามัยและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น Centuria เป็นองค์กรที่มีความชำนาญทางด้านอุตสาหกรรมเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเน้นกิจกรรมในเรื่องนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จในการผลิตสินค้าที่ทำให้สามารถแข่งขันได้ รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยกระจายข้อมูลข่าวสารในเรื่องวัตถุดิบการผลิตที่ดีมีราคาถูก และด้านการตลาด สาขาอุตสาหกรรมการเกษตรที่ Centuria ให้ความสำคัญและให้บริการได้แก่ ผักและผลไม้ อุตสาหกรรมน้ำตาล การผลิตเครื่องจักรใช้แทนคน และการบรรจุหีบห่อสำหรับสินค้าการเกษตร และเทคโนโลยีการเก็บรักษาเย็น ในแต่ละปีศูนย์ Centuria สามารถทำรายได้ประมาณ 2 พันล้านยูโร - ศูนย์พัฒนาการวิจัยเทคโนโลยีแห่งฟลอเรนซ์ (Centre for Development of Technological Research – CESVIT) - ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางสำหรับภาคใต้ของอิตาลี (เนเปิลส์) (Centre for Promotion and Technological Development of SMEs of Southern Italy – ESVITEC) - สมาคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางแห่ง Vicenza (Association of Small and Medium Industries of Vicenza – API Vicenza) หน่วยงานหรือศูนย์ต่าง ๆ เหล่านี้มักจะเก็บค่าบำรุงจากบริษัทที่เป็นสมาชิกหรือเก็บค่าบริการจากบริษัทที่มาขอให้บริการ

6.3.4 โครงสร้างของหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กและ ขนาดกลาง มักจะมีคณะกรรมการบริหาร ซึ่งประกอบด้วย ประธานและรองประธาน และกรรมการ ประมาณ 10 คนโดยอาจมีผู้บริหารซึ่งทำงานเต็มวันหรือผู้บริหารแบบทำงานครึ่งวัน โดยได้รับผลตอบแทนทางเงินเดือนด้วย



บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง มักจะให้การสนับสนุนทางด้านต่าง ๆ ดังนี้



- การให้คำปรึกษาแนะนำและความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการใหม่ - การให้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี และรูปแบบสินค้า - การตลาด - การติดต่อ โดยเฉพาะการติดต่อกับต่างประเทศหรือติดต่อกับ รัฐบาลหรือสหภาพยุโรป - การแนะนำหาแหล่งเงินทุนและการประกันสินเชื่อ - การค้นคว้า วิจัยด้าน Software - ให้บริการทางเครื่องมือ - ออกใบรับรองคุณภาพสินค้า - ทดสอบเครื่องไฟฟ้า และอีเล็คทรอนิคส์ - การฝึกอบรม (โดยอาจได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐ) - การจัดตั้งห้องแสดงสินค้าในต่างประเทศ (โดยอาจได้รับการ สนับสนุนทางการเงินจากรัฐ) - ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย สิ่งแวดล้อม สุขอนามัย - ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยเป็นคนกลางเจรจาแก้ ปัญหาค่าจ้างแรงงาน หรือสัญญาจ้าง - หาแหล่งวัตถุดิบที่ดีมีราคาถูกให้กับสมาชิก - ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสการลงทุน

7. ผลดีของเขตวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในอิตาลี



การที่อุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางของอิตาลีมักจะตั้งอยู่ในบริเวณใกล้ เคียงกันนั้น ทำให้สนับสนุนเกื้อกูลกันและมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงกว่าอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว และมีผลกำไรสูงกว่าอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวด้วย การสนับสนุนเกื้อกูลกันอาจเกิดจาก



7.1 การหาซื้อวัตถุดิบร่วมกัน เมื่อมีอุตสาหกรรมมาตั้งรวมกันในเขตพื้นที่เดียว กันทำให้มีการจัดซื้อวัตถุดิบร่วมกันเกิดขึ้น หรือผู้ขายวัตถุดิบมักจะมาตั้งร้านในเขตพื้นที่เดียวกันนั้นด้วย ทำให้โรงงานไม่ต้องเก็บ Stock และได้วัตถุดิบทันเวลา ประหยัดต้นทุนการผลิต



7.2 อุตสาหกรรมประเภทเดียวกันตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกันทำให้เกิดการแข่งขัน และสร้างความชำนาญในการผลิตสินค้าเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แต่ละโรงงานจะพยายามหลีกเลี่ยงการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันเป็นผลให้สามารถผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด



7.3 อุตสาหกรรมประเภทเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่เดี่ยวกันทำให้แรงงานมีความ เชี่ยวชาญในการผลิตสินค้าประเภทนั้น หรือมีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือประเภทคล้ายคลึงกัน ทำให้แรงงานมีโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำให้เกิดความชำนาญยิ่งขึ้น และเกิดการเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมากขึ้น



7.4 ธนาคารที่ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเดียวกันก็มีความรู้อย่างลึกซึ้งกับอุต สาหกรรมประเภทนั้น ทำให้การพิจารณาให้สินเชื่อแก่ลูกค้าทำได้คล่องตัวขึ้น เพราะนายธนาคารมักจะมีความรู้ ตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาดของอุตสาหกรรมนั้นด้วย อย่างเช่น นายธนาคารที่อยู่ในเขตอุตสากรรมหินอ่อนจะมีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมหินอ่อน รวมทั้งผู้บริหารธุรกิจอุตสาหกรรมหินอ่อนด้วย



8. ผลเสียของอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง



8.1 ปัญหาการเลี่ยงภาษี ภาษีผลกำไรของบริษัทในอิตาลีมีอัตราสูงทำให้เจ้า ของบริษัทต้องหาวิธีการหลบเลี่ยงภาษีเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดและได้กำไรสูงสุด ความจำเป็นในเรื่องการหนีภาษีนี้ทำให้ต้องรักษารูปบริษัทไว้ในลักษณะธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง เพื่อให้การบริหารอยู่ในมือของสมาชิกครอบครัวหรือผู้ที่ไว้ใจได้ จากการศึกษาของหน่วยวิจัยเศรษฐกิจนอกระบบของคณะกรรมาธิการยุโรปพบว่า อิตาลีต้องสูญเสียรายได้ทางภาษีประมาณ 23% ของ GDP หรือประมาณ 250 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่



8.2 อิตาลีมีกฎหมายแรงงานที่ไม่ยืดหยุ่นต่อนายจ้าง นายจ้างไม่สามารถที่จะให้ลูกจ้างออกจากงานในเวลาที่ธุรกิจตกต่ำ จึงทำให้นายจ้างไม่สนใจที่จะขยายกำลังการผลิต นอกจากนี้ นายจ้างยังต้องจ่ายค่าสวัสดิการให้แก่คนงานในสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้นายจ้างไม่ประสงค์ที่จะเพิ่มจำนวนคนงาน เพราะอาจไม่คุ้มค่าที่ต้องแบกภาระภาษีสวัสดิภาพของคนงานเพิ่มขึ้น ในหลายกรณี ผู้ประกอบการ SMEs ทางตอนเหนือของอิตาลีมักจะใช้แรงงานจากผู้หลบหนีเข้าเมืองต่างชาติหรือแรงงานตามฤดูกาลจากประเทศเพื่อนบ้านเช่นจากประเทศสโลวีเนียและเช็กในโรงงานของตน



8.3 ปัญหาการขนส่ง การแตกออกเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ๆ ทำให้ขั้นตอนการผลิตสินค้าอาจจะถูกแยกไปดำเนินการในหลายโรงงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาค่าขนส่งระหว่างขั้นตอนการผลิตสินค้าอาจจะถูกแยกไปดำเนินการในหลายโรงงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาค่าขนส่งระหว่างขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ ซึ่งตรงข้ามกับโรงงานขนาดใหญ่ที่เริ่มขบวนการผลิตตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจนถึงสินค้าสำเร็จรูป โดยไม่ต้องเสียเวลาและเสียค่าขนส่งระหว่างโรงงาน



9. ประสบการณ์ SMEs ในอิตาลีที่อาจนำมาใช้ในประเทศไทย



โดยที่ SMEs อิตาลีประสบผลสำเร็จมากกว่า SMEs ของประเทศอื่น ๆ จึงเห็นควรที่จะนำประสบการณ์ของอิตาลีมาใช้ในประเทศไทย



9.1 ส่งเสริมให้มีการตั้งเขตอุตสาหกรรม SMEs เขตอุตสาหกรรม SMEs ใน อิตาลีมีกระบวนการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยมีเอกลักษณ์ แรงงานและภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกัน รัฐบาลควรจะหานักวิชาการ เช่น นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา หรือสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติทำการศึกษาหาเขตอุตสาหกรรม SMEs อย่างเช่น เขต SMEs ที่มีอยู่แล้ว (อุตสาหกรรมหินอ่อนที่สระบุรี อุตสาหกรรมอัญมณีที่จันทบุรี) และเมื่อสามารถหาเขต SMEs แล้ว ก็ควรจะส่งเสริมให้มีการตั้งหน่วยงานขึ้นมาสนับสนุน SMEs โดยอาจให้การสนับสนุนในเรื่องการจัดตั้งสมาคม SMEs ในแต่ละเขตอุตสาหกรรม เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรม มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย และการค้นคว้าวิจัยนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นสมาชิก



9.2 สนับสนุนให้หอการค้าแต่ละจังหวัดตั้งแผนกส่งเสริม SMEs โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านั้นตามที่กล่าวไว้ในข้อ 6.3.4



9.3 สนับสนุนการฝึกอบรม



สำหรับสมาคม SMEs ที่ตั้งขึ้นโดยภาคเอกชน รัฐบาลควรจะให้ความช่วยเหลือในด้านการฝึกอบรมคนงาน ผู้บริหารบริษัทขนาดเล็ก และผู้ประกอบการใหม่ ๆ รวมทั้งอบรมเจ้าหน้าที่ SMEs ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในข้อ 6.3.4



9.4 การอบรมนายธนาคารที่อยู่ในเขต SMEs



รัฐบาลควรจะร้องขอให้ธนาคารพาณิชย์ส่งนายธนาคารที่จะไปประจำในเขต SMEs มีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมในเขตนั้น เพื่อจะได้ส่งเสริมให้การติดต่อระหว่างธนาคารกับลูกค้าคล่องตัวขึ้น ในการนี้ รัฐบาลอาจจัดให้มีการอบรมนายธนาคารที่ไปประจำสาขาธนาคารที่ตั้งอยู่ในเขต SMEs ให้มีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมในเขตนั้นด้วย อย่างเช่น ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจอุตสาหกรรมสิ่งทอ อัญมณี เครื่องเรือน เซรามิก ฯลฯ



17 สิงหาคม 2548



Add this page to your favorite Social Bookmarking websites



Last Updated ( Thursday, 25 August 2005 )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น